counselor's life

Monday, May 01, 2006

นัท

นัท อายุ 15 ปี เพศชาย ระดับการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 เรียนอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิคือสูญเสียมารดา และตนเองประสบกับคลื่นยักษ์โดยตรง นัทได้รับการปรึกษาเชิงจิตวิทยารายบุคคลจำนวน 5 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 – กุมภาพันธ์ 2547 โดยพบกับนักจิตวิทยาสัปดาละ 1 ครั้งๆ ละ 1 ชั่วโมง – 1 ชั่วโมงครึ่ง

การสนทนากันระหว่างนักจิตวิทยากับนัทในครั้งแรกนั้น นักจิตวิทยาพบว่านัทมีสภาพจิตใจที่เปราะบางมาก นัทแสดงออกให้เห็นถึงความเสียใจ (sadness) ความหมดแรง(loss of energy) ในการดำเนินชีวิต ความรู้สึกผิด (guilty) และความสิ้นหวัง(hopelessness)ในชีวิตอนาคต ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนัทนั้นมาจากการโทษตนเองมาตลอด 1 ปี ว่าตัวนัทเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่ตาย เพราะวันที่เกิดเหตุการณ์สึนามินั้น นัทออกไปตกปลาที่เขาหลัก และแม่ก็ออกไปตามหาทันทีเมื่อทราบข่าวว่ามีคลื่นยักษ์ นัทสามารถหนีคลื่นยักษ์ได้แต่แม่ของนัทหนีไม่ทัน “ถ้าวันนั้นแม่ไม่ออกไปตามหานัท แม่ก็คงไม่ตาย นัททำให้แม่ตาย” นัทพูดด้วยเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาไหลออกมาทีละน้อย ขณะเดียวกันนัทก็พยายามสกัดกั้นอารมณ์ไว้เพื่อให้ตนเองเข้มแข็ง แต่แล้วก็ไม่สามารถต้านทานความโศกเศร้าที่นัทแอบเก็บซ่อนเอาไว้ได้ นักจิตวิทยาได้เอื้ออำนวยให้นัทได้ระบายความรู้สึกที่ต้องเก็บกดไว้ได้ออกมาอย่างอิสระภายใต้บรรยากาศของความอบอุ่น ปลอดภัย จริงใจและการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขของนักจิตวิทยาช่วยทำให้นัทได้ปลดปล่อยความรู้สึกต่างๆ ที่ทำร้ายจิตใจนัทให้ได้บรรเทาและผ่อนคลายขึ้น
ครั้งที่สองนัทมาพบกับนักจิตวิทยาด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้น โดยก่อนที่จะมาพบกับนักจิตวิทยานั้น นัทไม่สามารถอยู่บ้านคนเดียวในช่วงเย็นได้ คิดถึงแม่ คิดถึงบรรยากาศที่นัทและแม่ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันในบ้านหลังนี้ หลังจากที่พบกับนักจิตวิทยา นัทสามารถอยู่บ้านคนเดียวได้และทำงานบ้านได้มากขึ้น นัทบอกว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้จะระบายความรู้สึกกับใครจนได้มาพบกับนักจิตวิทยา การพบกันครั้งนี้นักจิตวิทยาได้ให้สมุดบันทึกแก่นัท เพื่อให้นัทได้เขียนระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้น ขณะที่ไม่ได้พบกับนักจิตวิทยา

ครั้งที่สามนัทเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับนักจิตวิทยาจึงได้เล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งมากขึ้น นัทพูดถึงเหตุการณ์ที่ตนเองประสบกับคลื่นยักษ์โดยตรง และนัทยังคงมีความสะเทือนใจและโทษตนเองอยู่จากการเสียแม่ นักจิตวิทยาให้นัทได้สำรวจถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ จนทำให้นัทเห็นว่าภายใต้ความรู้สึกที่อยู่ลึกๆ นั้น นัทเองก็รู้สึกว่าการตายของแม่นั้นนัทไม่ใช่ต้นเหตุ “นัทก็รู้ว่า แม่ไม่ได้ตายเพราะนัทหรอก” นักจิตวิทยาช่วยยืนยันความรู้สึกนี้อีกครั้ง เพื่อให้นัทมั่นใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่าไม่ใช่ความผิดของนัท หลังจากที่นักจิตวิทยาให้นัทได้ยืนยันกับความรู้สึกของตนเองและมีนักจิตวิทยาช่วยยืนยันด้วยทำให้นัทรู้สึกโล่งและเบาใจมาก “นัทสบายใจมาก เมื่อก่อนเหมือนกับแบกอะไรสักอย่างที่หนักมากในใจมาเกือบ 1 ปี แต่ตอนนี้เหมือนได้ทิ้งมันไปแล้ว” นักจิตวิทยาชวนให้นัทได้คิดว่าจะใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างไร เพื่อให้คุ้มค่ากับการเสียสละของแม่ โดยนักจิตวิทยาได้ให้การบ้านนัท โดยให้นัทได้ไปลองวางแผนชีวิตในปัจุบัน และเป้าหมายในอนาคตเพื่อนำมาคุยในครั้งต่อไป

ครั้งที่สี่ นัทมาพร้อมกับแผนในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน และเป้าหมายในอนาคต นัทและนักจิตวิทยาได้ร่วมกันพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในแผนชีวิต โดยนัทได้ให้ความสำคัญกับการเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยจะเลือกแผนศิลป์ และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการช่วยอาทำงานเพื่อเก็บเงิน นัทมีทิศทางในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจนและเห็นคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้น ในครั้งที่ห้า นัทมาพบกับนักจิตวิทยาด้วยรอยยิ้มและมีหน้าตาที่มีความสุข นัทบอกกับนักจิตวิทยาว่าจะใช้ช่วงเวลาปิดเทอมอย่างคุ้มค่าและมีประโยชน์ นัทกลับไปมีชีวิตที่ปกติอีกครั้งกับพ่อและเพื่อนๆ นักจิตวิทยาจึงยุติการให้บริการและจะมีการติดตามผลถึงวิถีชีวิตอีกครั้งในเดือนเมษายนนี้ โดยการไปเยี่ยมบ้านของนัทและพ่อ

ลำโพงตัวน้อย

ลำโพงตัวน้อย

“พี่ๆ เข้ามาในนี้ก่อนซิ” เสียงเล็กๆที่รอดผ่านออกจากประตูไม้ของบ้านหลังเล็กที่ดูแล้วไม่เหมือนบ้านเลย มันเป็นเสียงของเด็กน้อยวัย 5 ขวบ ท่าทางของเจ้าตัวน้อยกุลีกุจอที่จะต้อนรับฉันแล้วฉันก็เดินเข้าไปที่ประตูบ้าน สภาพบ้านของเจ้าตัวน้อยดูแล้วเหมือนกับห้องสี่เหลี่ยมมากกว่าบ้าน หลังคาและฝาผนังทำด้วยสังกะสี ภายในห้องนั้นเป็นทั้งห้องเก็บของและห้องนอนรวมอยู่ด้วยกัน มันเล็กมากจนฉันไม่รู้จะเข้าไปอยู่ตรงส่วนไหนของห้อง ฉันจึงตัดสินใจยืนอยู่ข้างนอกบ้าน แต่แล้วตัวน้อยก็ยังไม่ละความพยายามที่จะให้ฉันได้เข้าไปข้างในบ้าน เจ้าตัวน้อยกับเพื่อนรุ่นพี่ก็ช่วยกันเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายให้เข้าที่เข้าทางจนพอมีพื้นที่เล็กๆให้ฉันได้เข้าไป “เดี๋ยวก่อนพี่” เจ้าตัวน้อยยกมือห้ามก่อนที่ฉันจะก้าวขาเข้าไปในห้องนั้น เด็กทั้งสองคนช่วยกันกวาดพื้นห้องและปัดฝุ่นบนที่นอน จากนั้นก็ไปเอาอิฐบล็อกที่คนอื่นทิ้งแล้วมาทำเป็นที่วางรองเท้าพร้อมทั้งเก็บกระเบื้องที่แตกแล้วมาปูบนอิฐบล็อกด้วย ฉันรู้สึกตื้นตันในความมีน้ำใจของเจ้าตัวน้อยที่หยิบยื่นให้กับฉัน มิตรภาพของฉันกับเจ้าตัวน้อยค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในห้องเล็กๆ “พี่อยากฟังเพลงมั้ย” เสียงเจ้าตัวน้อยถามออกมาอย่างกระตือรือร้น ฉันเหลือบไปเห็นชุดลำโพงเก่าชุดหนึ่ง ดูแล้วสภาพไม่น่าจะใช้การได้ แต่ฉันก็ตอบกลับไปว่า “อยากฟังซิ ไหนลองเปิดซิ” เจ้าตัวน้อยยิ้มรับแล้วก็เอาตัวเองมุดเข้าไปที่ข้างหลังลำโพงและส่งเสียงร้องเพลงออกมาอย่างสุขใจ ฉันแอบอมยิ้มอยู่ในใจถึงการช่างจินตนาการของเจ้าตัวน้อย โลกของเจ้าตัวน้อยช่วยให้ฉันได้มีหัวใจเป็นเด็กอีกครั้ง หลังจากนั้นฉัน เจ้าตัวน้อยและเพื่อนของตัวน้อยก็ช่วยกันร้องเพลงต่างๆ ราวกับว่าลำโพงนั้นใช้การได้จริงๆ เราทั้งสามส่งเสียงหัวเราะกันอย่างสุขใจ ฉันอยากขอบคุณมิตรภาพอันอบอุ่นและแสนบริสุทธิ์สุขของตัวน้อยที่มอบให้กับผู้ใหญ่ที่เจ้าตัวน้อยไม่คุ้นเคย แต่มันสร้างความผูกพันในหัวใจของฉันและตัวน้อยได้แนบชิดกัน


Every child is an artist. The problem is how to remain an artist once he grows up.
Pablo Picasso
เด็กทุกคนคือศิลปิน ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะคงรักษาให้เขาเป็นศิลปินต่อไปเมื่อเขาเติบโตขึ้นแล้ว
พาโบล ปีคาสโซ

วาริน

วารินอายุ 10 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เธอมีพี่น้อง 4 คน เป็นคนที่สาม พ่อแม่แยกทางกัน เธออาศัยอยู่กับแม่แถวๆ หาดป่าตอง ส่วนใหญ่เธอจะอยู่กันเองตามประสาพี่น้อง เนื่องจากแม่ต้องออกไปทำงานตอนเย็นและไม่ค่อยกลับบ้าน ครอบครัวมีฐานะค่อนข้างยากจน เธอประสบคลื่นยักษ์โดยตรง คลื่นนั้นซัดเข้าที่ตัวเธออย่างแรง ก่อนที่คลื่นจะดูดตัวเธอกลับสู่ทะเล เธอได้ต้นไม้ช่วยไว้ทำให้รอดชีวิต จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เธอมีรอยแผลเป็นที่ใหญ่และยาวบริเวณแขนและขา เกิดอาการหวาดกลัวทะเล เครียด ฝันร้าย ไม่มีความสุข น้ำหนักลด หูแว่ว จนกระทั่งเกิดความคิดที่อยากจะฆ่าตัวตายแต่ยังไม่มีการวางแผน เธอได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ด้วยวิธีการให้ยา แต่ก็ช่วยให้เธอมีอาการดีขึ้นเล็กน้อย

หลังจากนั้นประมาณ 4 เดือน วารินก็ถูกส่งต่อมายังนักจิตวิทยาการปรึกษา (counselor) เพื่อทำการปรึกษาเชิงจิตวิทยา(counseling) นักจิตวิทยาการปรึกษาใช้เวลาสำหรับการฟื้นฟูและเยียวยาสภาพจิตใจของเธอเป็นระยะเวลา 2 เดือน รวม 8 ครั้ง(session) ในครั้งแรกที่นักจิตวิทยาการปรึกษาเจอวาริน สังเกตว่าวารินมีหน้าตาที่ไม่มีความสุข มีดวงตาอันเศร้าหมอง ไม่ค่อยสบตา วิตกกังวล มีท่าทางในการนั่งที่เก็บตัว ก้มหน้า เมื่อนักจิตวิทยาการปรึกษาเริ่มสนทนากับวารินประโยคแรกที่ได้ยินจากวารินคือ “ตอนนี้หนูไม่ฝันร้ายแล้วคะ” วารินได้ส่งสัญญาณ(sign)บางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเธอสบายดีแล้วไม่มีอะไรที่ต้องการพูดคุยอีก แล้วเธอก็เงียบไป ระหว่างการสนทนาเธอมีท่าทางที่บ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจ หวาดระแวง และไม่พร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องราว โดยเฉพาะเรื่องที่เธอประสบกับคลื่นยักษ์ เธอบอกว่า “หนูขอไม่พูดเรื่องนี้อีกเพราะว่าหนูอยากจะลืมมัน” ตลอดการสนทนาเธอจะตอบคำถามอย่างสั้นๆ ไม่เต็มเสียง ไม่มีการเริ่มเล่าเรื่องเอง นักจิตวิทยาการปรึกษาได้ตอบสนองต่อท่าทีของเธอ ด้วยความเข้าใจ และยอมรับความเป็นตัวเธออย่างไม่มีเงื่อนไข และพร้อมที่จะเปิดเผยตนเอง แสดงความจริงใจที่จะเข้ามาช่วยเหลือเธอในฐานะเพื่อนและพี่สาวคนหนึ่ง ก่อนจบการสนทนาในครั้งนี้นักจิตวิทยาได้สอบถามถึงความสมัครใจในการพบกันครั้งหน้า เธอแสดงท่าทีถึงความต้องการที่จะพบนักจิตวิทยาอีกในครั้งต่อไป โดยเธอสะดวกใจที่จะพูดคุยที่บ้านของเธอเอง

ในการพบกันครั้งที่2-8 นักจิตวิทยาได้ใช้ play therapy techniques ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การใช้ตุ๊กตา (puppets) การวาดรูป (drawing) การปั้นดินน้ำมัน และการเล่นทราย(sand play) เป็นสื่อกลางในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างวารินกับนักจิตวิทยา ช่วยทำให้วารินเกิดความคุ้นเคยและไว้วางใจในตัวนักจิตวิทยามากขึ้นจนทำให้วารินเปิดเผยถึงเรื่องราวของตนเองในระดับลึก นักจิตวิทยาเอื้ออำนวยให้วารินเล่าเรื่องของตนผ่านวิธีการดังกล่าว ซึ่งช่วยให้วารินได้สำรวจและค้นพบความคิดและความรู้สึกที่วารินเก็บซ่อนไว้ ทำให้พบว่าเธอมีปัญหาในด้านความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันระหว่างบุคคลในครอบครัวและความกลัวทะเล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตของวารินไม่มีความสุข


จากการสนทนาระหว่างนักจิตวิทยาและวารินผ่านการใช้ play therapy techniques นักจิตวิทยาสามารถช่วยให้วารินเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเองประสบกับคลื่นสึนามิได้อย่างผ่อนคลาย และปลดปล่อยความกลัวทะเล จนเธอสามารถกลับไปเผชิญกับสถานที่เกิดเหตุได้ เธออาสาที่จะพานักจิตวิทยาไปดูต้นไม้ที่ช่วยชีวิตเธอไว้พร้อมกับกลับไปยังทะเลอีกครั้ง ขณะที่เธอและนักจิตวิทยาเดินเล่นด้วยกันบนชายหาดป่าตอง เธอพูดว่า “หนูมีความสุขและสนุกมากที่ได้มาเก็บหอยที่ชายหาด” นอกจากนั้นนักจิตวิทยายังสามารถสานความสัมพันธ์ระหว่างวารินและสมาชิกในบ้านของวารินให้มีความรัก ความเข้าใจมากขึ้น แม่ของวารินบอกกับนักจิตวิทยาว่า “วารินดูมีความสุขมากขึ้นหลังจากได้พบกับนักจิตวิทยา ซึ่งก็ทำให้แม่มีความสุขไปด้วย ตอนนี้ชีวิตของวารินเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น เธอมีสีหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส และพูดจากับคนอื่นมากขึ้น นักจิตวิทยาจึงได้ยุติกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยา และจะมีการติดตามผลอีกสองสัปดาห์